การตรวจพบโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ได้รวดเร็วตั้งแต่วันแรกที่เกิดการติดเชื้อ คือปัจจัยตัดสินว่าฟาร์มจะรอดพ้นจากวิกฤตหรือไม่ เนื่องจากปริมาณเชื้อที่หมูปล่อยออกมาจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณตามระยะเวลาที่แสดงอาการ

-
การสังเกตตุ่มพอง: รอยโรคจำเพาะของโรค
ลักษณะเด่นที่สุดของ FMD คือการเกิดตุ่มน้ำพอง (Vesicles) ซึ่งเกิดจากการที่ไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์ชั้นเยื่อบุผิว โดยจุดที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดมี 3 ตำแหน่งหลัก:
-
บริเวณจมูกและริมฝีปาก: เริ่มต้นจากการเป็นจุดแดง พัฒนาเป็นตุ่มน้ำใส และจะแตกออกภายใน 24 ชั่วโมง กลายเป็นแผลหลุมแดง ที่ขอบแผลขรุขระ
-
บริเวณกีบเท้า: ตุ่มน้ำมักเกิดบริเวณไรกีบ (ขอบรอยต่อระหว่างผิวหนังกับกีบ) และร่องกีบ หากอาการรุนแรงตุ่มน้ำจะลามไปถึงส้นเท้า ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นเน่าเสียและเกิดภาวะ “กีบหลุด”
-
บริเวณเต้านม: ในแม่หมูให้นม อาจพบตุ่มพองที่บริเวณหัวนม ทำให้แม่หมูเจ็บปวดและไม่ยอมให้ลูกกินนม
-
อาการทางอ้อม: สัญญาณเตือนก่อนเห็นรอยโรค
ในบางครั้ง ตุ่มน้ำอาจยังไม่ชัดเจนหรือหลบซ่อนอยู่ตามร่องกีบ ให้สังเกตพฤติกรรมผิดปกติที่มักเกิดขึ้นล่วงหน้า ดังนี้:
-
ไข้สูง: หมูจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงถึง 40-41°C (104-106°F) ตัวร้อนจัดและนอนสุมกัน
-
เดินกะเผลก: เป็นสัญญาณเริ่มแรกที่พบบ่อยที่สุดในหมูขุน หมูจะลุกยืนลำบาก เจ็บเท้า กระวนกระวาย หรือนอนบ่อยขึ้น
-
น้ำลายไหลนย้อย: เนื่องจากการอักเสบในช่องปากทำให้หมูเกิดความเจ็บปวด ไม่ยอมกลืนน้ำลาย หรือกลืนน้ำลายลำบาก และจะพบหมูมีการ “สะบัดปาก” หรือทำเสียงเคี้ยวปาก
-
เบื่ออาหาร: หมูจะหยุดกินอาหารกะทันหัน ซึ่งส่งผลให้ปริมาณอาหารที่เหลือในรางมากผิดปกติ
-
การวินิจฉัยแยกโรค (Differential Diagnosis)
ความท้าทายที่สุดของโรค FMD คืออาการแทบจะ แยกไม่ได้ จากโรคในกลุ่ม Vesicular Diseases อื่นๆ หากมองด้วยตาเปล่า โรคที่มีอาการคล้ายคลึงกันได้แก่




