การรักษาตามอาการ: ช่วยหมูให้รอด ลดความสูญเสีย

 

เมื่อเกิดการระบาดของ FMD ในฟาร์ม แม้ปัจจุบันจะ ไม่มียาทำลายเชื้อไวรัสโดยตรง” แต่การจัดการอย่างเป็นระบบภายใต้หลักการทางสัตวแพทย์สามารถลดอัตราการตายและช่วยให้หมูฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หัวใจสำคัญคือการจัดการ “Secondary Infection” (การติดเชื้อแทรกซ้อน) และการรักษาแบบพยุงอาการ (Supportive Care)

  1. การทำแผลและการจัดการรอยโรค (Wound Management)

แผลจากการแตกของตุ่มพอง (Vesicles) มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด จนเกิดภาวะอักเสบที่รุนแรงมากขึ้น

  • การล้างแผล: โดยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่อ่อนโยนต่อเนื้อเยื่อ เช่น สารละลายไอโอดีน (Povidone-iodine) หรือ ด่างทับทิมละลายน้ำเจือจาง ชะล้างบริเวณปากและไรกีบ
  • การพ่นสเปรย์ยาปฏิชีวนะ (Blue Spray/Chlortetracycline) หรือการใช้ยาทาแผลสดที่รอยโรคบริเวณกีบ เพื่อป้องกันแมลงตอมและลดการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย
  • การจัดการพื้นคอก: ต้องให้พื้นสะอาดและแห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควรโรยปูนขาวหรือวัสดุดูดซับความชื้นเพื่อลดการหมักหมมของเชื้อโรคที่แผลเท้า
  1. การใช้ยาปฏิชีวนะและยาลดอักเสบ

สัตวแพทย์มักพิจารณาการใช้ยาเพื่อควบคุมไข้และป้องกันโรคแทรกซ้อน:

  • การให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Oxytetracycline (Long-acting) หรือ Amoxicillin เพื่อป้องกันภาวะการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ที่มักตามมาหลังหมูอ่อนแอ
  • NSAIDs (ยาลดอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์): เช่น Flunixin meglumine มีความสำคัญมากในการลดไข้และลดความเจ็บปวด ช่วยให้หมูยังสามารถขยับตัวและกินน้ำได้ 
  1. ปรับโภชนาการให้เหมาะสม

หมูที่มีการติดเชื้อ FMD มักมีสาเหตุการตายจากการ “ขาดน้ำ” และ “ขาดอาหาร” เนื่องจากการเกิดบาดแผลในปาก รวมถึงภาวะไข้สูงทำให้หมูไม่กินอาหารและน้ำ

  • ปรับให้เป็นอาหารอ่อน: เปลี่ยนจากอาหารเม็ดแข็งเป็นอาหารเปียกหรืออาหารเหลว เพื่อให้หมูกินง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเคี้ยวมาก
  • การเสริมวิตามินและอิเล็กโทรไลต์: ผสมวิตามิน และเกลือแร่ลงในน้ำดื่ม เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อบุผิวและรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย
  • ผสมสารแต่งกลิ่นหรือสารให้ความหวานในน้ำ เพื่อกระตุ้นให้หมูที่เบื่ออาหารยอมกินน้ำมากขึ้น
  1. การจัดการพิเศษในหมูอนุบาลและแม่พันธุ์

  • หมูอนุบาล: เสี่ยงต่อการตายเฉียบพลันจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Tiger Heart) ต้องจำกัดความเครียดและหลีกเลี่ยงการไล่ต้อนอย่างรุนแรง
  • แม่พันธุ์: ต้องเฝ้าระวังภาวะเต้านมอักเสบ (Mastitis) เนื่องจากแม่หมูเจ็บหัวนมจนไม่ให้ลูกดูดนม ทำให้นมคัดและอักเสบตามมา

ถึงแม้การรักษาตามอาการอาจไม่ใช่การกำจัดโรคออกจากฟาร์ม และไม่ได้รับการแนะนำอย่างเป็นทางการ แต่มันคือการ ซื้อเวลา” เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของตัวหมูเอง (ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีนมาแล้ว) สามารถสร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส FMD ได้ ประกอบกับมาตรการในการลดจำนวนเชื้อไวรัสในฟาร์ม และการดูแลรักษาแบบพยุงอาการที่ดี จะช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของโรค รวมถึงความเสียหายในฟาร์มลงได้

 

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Grubman, M. J., & Baxt, B. (2004). Foot-and-mouth disease. Clinical Microbiology Reviews, 17(2), 465-493.
  2. Kitching, R. P. (2002). Clinical variation in foot and mouth disease: Pigs. Revue Scientifique et Technique (OIE), 21(3), 513-518.
  3. Tokarzewski, S. (2012). Supportive treatment and nursing in animals affected by foot-and-mouth disease. Journal of Veterinary Healthcare.
  4. กองวิชาการสัตวแพทย์. (2567). แนวทางการดูแลสัตว์ป่วยในภาวะโรคระบาดปากและเท้าเปื่อย. กรมปศุสัตว์.
  5. Muller, N. H., et al. (2008). Impact of NSAID treatment on the recovery of pigs naturally infected with FMDV. Veterinary Record.
บทความอื่นๆ
ความเครียดจากความร้อน ภัยเงียบที่ห้ามมองข้าม

            สถานการณ์อากาศร้อนในประเทศไทยที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น จะก่อให้เกิดความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตไม่แพ้โรคระบาดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่สุกรในเล้าคลอดที่ค่อนข้างมีความไวต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น             เนื่องจากสุกรเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อและมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนา การระบายความร้อนจึงทำได้ยาก เมื่อเผชิญอากาศร้อนจัดสุกรจะระบายความร้อนด้วยการหอบหายใจถี่ ๆ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในกระแสเลือด จนนำไปสู่ภาวะ เลือดเป็นด่าง (Respiratory Alkalosis) ซึ่งภาวะนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ระบบการทำงานของร่ายกายเกิดความผิดปกติ            ภาวะเลือดเป็นด่าง ส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมความหิว ทำให้แม่สุกรกินอาหารได้น้อยลง จนต้องดึงไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้ ทำให้แม่สุกรผอมโทรม มีแผลที่หัวไหล่ และยังส่งผลกระทบต่อรอบการผลิตถัดไป ทำให้อัตราการผสมติดต่ำลง นอกจากนี้ ภาวะเลือดเป็นด่าง จะทำให้ระดับแคลเซียมอิสระในเลือดต่ำลง ส่งผลให้มดลูกไม่มีแรงบีบตัว ระยะเวลาคลอดจึงยาวนานขึ้นเกิน 3-4 ชั่วโมง  เพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะตายแรกคลอด (Stillborn) สูงขึ้นจากการขาดออกซิเจน นอกจากนี้ […]

15 Jun 2026
มันกบดานอยู่ในทอนซิล ความเป็นจริงที่น่าตกใจ

มันกบดานอยู่ในทอนซิล ความเป็นจริงที่น่าตกใจ โรคปอดบวมและเยื่อหุ้มปอดอักเสบในหมู (Porcine Pleuropneumonia) ที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย Actinobacillus pleuropneumoniae หรือ APP เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูทั่วโลก แม้ว่าอาการเด่นชัดจะปรากฏในหมูระยะขุน เช่น การตายเฉียบพลันโดยมีเลือดปนฟองออกมาทางจมูก หรือการอักเสบของปอดอย่างรุนแรง แต่ต้นตอที่แท้จริงของปัญหามักเริ่มต้นที่ฝูง “แม่พันธุ์” เชื้อ APP มีคุณสมบัติพิเศษในการเป็นเชื้อประจำถิ่นที่สามารถอาศัยอยู่ในช่องปากและทางเดินหายใจ โดยเฉพาะที่บริเวณต่อมน้ำเหลือง ทอนซิล (Tonsils) ซึ่งเปรียบเสมือนที่กบดานลับลับที่เชื้อใช้หลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของยาปฏิชีวนะบางชนิด ทำให้แม่หมูกลายเป็นพาหะ หรือตัวอมโรคที่สามารถส่งต่อเชื้อไปยังลูกหมูผ่านการสัมผัสใกล้อย่างชิดในช่วงของการเลี้ยงลูกในโรงเรือนคลอด   การกบดานในทอนซิลและการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก   ทอนซิล: แหล่งที่อยู่สำคัญ โครงสร้างของทอนซิลหมูมีลักษณะเป็นร่อง (Crypts) ซึ่งเอื้อต่อการยึดเกาะของเชื้อ APP โดยใช้ Fimbriae และ Adhesins เชื้อจะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้โดยไม่ก่อให้เกิดรอยโรคในแม่พันธุ์ที่มีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่งแล้ว แต่เชื้อยังคงมีชีวิตและพร้อมที่จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเมื่อสภาวะร่างกายของแม่หมูเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยที่กระตุ้นให้เชื้อเพิ่มจำนวน ในช่วงระยะก่อนคลอดและขณะเลี้ยงลูก (Periparturient period) แม่หมูจะเผชิญกับสภาวะเครียดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและฮอร์โมน ส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันเฉพาะจุดลดลง เชื้อ APP ที่กบดานอยู่ในทอนซิลจะเริ่มเพิ่มจำนวน และขับออกมาทางน้ำลายหรือสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ส่งผ่านไปยังลูกหมูที่เกิดใหม่ซึ่งยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจึงได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสโดยตรง (Direct Contact) และกลายเป็นพาหะในระยะถัดมา […]

9 Apr 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize and enhance the experience of using the website. You can learn more about the use of cookies at Cookie Policy and can choose to consent to the use of cookies. by clicking cookie settings

Privacy Preferences

You can choose cookie settings by on/off. Cookies of each type are available on request, except for Necessary Cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary Cookies
    Always Active

    These types of cookies are essential for the website's operation, i.e. cookies that enable the website to perform basic functions and to allow the website to function normally, such as navigating the website pages. or enable visitors/users of the website to log in and access parts of the website that are reserved for members only. The website will not function properly without these cookies being collected. Therefore, you cannot disable these types of cookies through the system of the Company's website. These cookies do not store information that can personally identify you in any way.

Save