และมาตรฐาน
และตลอดไป
There is no excerpt because this is a protected post.
สถานการณ์อากาศร้อนในประเทศไทยที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น จะก่อให้เกิดความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตไม่แพ้โรคระบาดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่สุกรในเล้าคลอดที่ค่อนข้างมีความไวต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น เนื่องจากสุกรเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อและมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนา การระบายความร้อนจึงทำได้ยาก เมื่อเผชิญอากาศร้อนจัดสุกรจะระบายความร้อนด้วยการหอบหายใจถี่ ๆ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในกระแสเลือด จนนำไปสู่ภาวะ เลือดเป็นด่าง (Respiratory Alkalosis) ซึ่งภาวะนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ระบบการทำงานของร่ายกายเกิดความผิดปกติ ภาวะเลือดเป็นด่าง ส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมความหิว ทำให้แม่สุกรกินอาหารได้น้อยลง จนต้องดึงไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้ ทำให้แม่สุกรผอมโทรม มีแผลที่หัวไหล่ และยังส่งผลกระทบต่อรอบการผลิตถัดไป ทำให้อัตราการผสมติดต่ำลง นอกจากนี้ ภาวะเลือดเป็นด่าง จะทำให้ระดับแคลเซียมอิสระในเลือดต่ำลง ส่งผลให้มดลูกไม่มีแรงบีบตัว ระยะเวลาคลอดจึงยาวนานขึ้นเกิน 3-4 ชั่วโมง เพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะตายแรกคลอด (Stillborn) สูงขึ้นจากการขาดออกซิเจน นอกจากนี้ […]
มันกบดานอยู่ในทอนซิล ความเป็นจริงที่น่าตกใจ โรคปอดบวมและเยื่อหุ้มปอดอักเสบในหมู (Porcine Pleuropneumonia) ที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย Actinobacillus pleuropneumoniae หรือ APP เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูทั่วโลก แม้ว่าอาการเด่นชัดจะปรากฏในหมูระยะขุน เช่น การตายเฉียบพลันโดยมีเลือดปนฟองออกมาทางจมูก หรือการอักเสบของปอดอย่างรุนแรง แต่ต้นตอที่แท้จริงของปัญหามักเริ่มต้นที่ฝูง “แม่พันธุ์” เชื้อ APP มีคุณสมบัติพิเศษในการเป็นเชื้อประจำถิ่นที่สามารถอาศัยอยู่ในช่องปากและทางเดินหายใจ โดยเฉพาะที่บริเวณต่อมน้ำเหลือง ทอนซิล (Tonsils) ซึ่งเปรียบเสมือนที่กบดานลับลับที่เชื้อใช้หลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของยาปฏิชีวนะบางชนิด ทำให้แม่หมูกลายเป็นพาหะ หรือตัวอมโรคที่สามารถส่งต่อเชื้อไปยังลูกหมูผ่านการสัมผัสใกล้อย่างชิดในช่วงของการเลี้ยงลูกในโรงเรือนคลอด การกบดานในทอนซิลและการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก ทอนซิล: แหล่งที่อยู่สำคัญ โครงสร้างของทอนซิลหมูมีลักษณะเป็นร่อง (Crypts) ซึ่งเอื้อต่อการยึดเกาะของเชื้อ APP โดยใช้ Fimbriae และ Adhesins เชื้อจะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้โดยไม่ก่อให้เกิดรอยโรคในแม่พันธุ์ที่มีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่งแล้ว แต่เชื้อยังคงมีชีวิตและพร้อมที่จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเมื่อสภาวะร่างกายของแม่หมูเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยที่กระตุ้นให้เชื้อเพิ่มจำนวน ในช่วงระยะก่อนคลอดและขณะเลี้ยงลูก (Periparturient period) แม่หมูจะเผชิญกับสภาวะเครียดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและฮอร์โมน ส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันเฉพาะจุดลดลง เชื้อ APP ที่กบดานอยู่ในทอนซิลจะเริ่มเพิ่มจำนวน และขับออกมาทางน้ำลายหรือสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ส่งผ่านไปยังลูกหมูที่เกิดใหม่ซึ่งยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจึงได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสโดยตรง (Direct Contact) และกลายเป็นพาหะในระยะถัดมา […]
ในปี 2025 AMCOGROUP ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนความรู้ในหลากหลายรูปแบบ ตลอดทั้งปี เราได้เดินทางไปพบปะ พูดคุย และแบ่งปันประสบการณ์กับผู้เลี้ยงในหลายพื้นที่ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสุกรของไทย นอกจากการสนับสนุนด้านองค์ความรู้แล้ว AMCOGROUP ยังร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติบโตไปพร้อมกับทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน
ในโลกของการเลี้ยงหมูยุคปัจจุบัน “ความสูญเสีย” ไม่ได้หมายถึงแค่การตายของหมูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น ทั้งค่ายารักษาโรคที่บานปลายจากภาวะการเจ็บป่วยแบบเรื้อรัง อัตราการเจริญเติบโตที่ถูกขัดขวาง และประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลง ซึ่งอุปสรรคสำคัญที่คอยบ่อนทำลายผลผลิตของฟาร์มอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันคงหนีไม่พ้น กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจซับซ้อนในหมู หรือ PRDC (Porcine Respiratory Disease Complex) ที่มีเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดเป็นตัวการสำคัญ หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาหมูแคระแกร็น โตช้า หรือต้องจ่ายค่ายาจำนวนมหาศาลเพื่อรักษาอาการโรคปอดอักเสบ ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “ตัดตอน” ความเสียหายเหล่านี้ทิ้งไป ด้วยนวัตกรรมวัคซีนที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับแบคทีเรียตัวร้ายที่เป็นต้นเหตุของ PRDC โดยเฉพาะ RHINANVAC PIG พลังปกป้อง 6-in-1 ในหนึ่งเดียว RHINANVAC PIG ไม่ใช่แค่วัคซีนทั่วไป แต่คือเกราะคุ้มกันสุขภาพให้หมู ที่รวบรวมเชื้อแบคทีเรียตัวสำคัญ 5 ชนิด พร้อมสารพิษ (Dermonecrotoxin) ที่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงในระบบทางเดินหายใจของหมูไว้ในโด๊สเดียว ได้แก่: Bordetella bronchiseptica, Pasteurella multocida type D และ Dermonecrotoxin (P. multocida) ต้นเหตุสำคัญของโรคโพรงจมูกอักเสบHaemophilus parasuis (Glaesserella […]
เมื่อพายุการระบาดของ FMD เริ่มสงบลง สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ “ความชะล่าใจ” เพราะเชื้อไวรัสอาจยังหลบซ่อนอยู่ในจุดที่คุณคาดไม่ถึง การล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในฟาร์มเพื่อกลับมาเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่แค่การฉีดน้ำล้างคอก แต่คือกระบวนการที่ต้อง “ฆ่าเชื้อให้สิ้นซาก” เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย 1. ยุทธการ Deep Cleaning: การทำความสะอาด 3 ชั้น การล้างฟาร์มหลังพบโรคระบาดต้องทำอย่างเป็นระบบ ดังนี้: ชั้นที่ 1: ขจัดอินทรียวัตถุ: เมื่อย้ายหมูออกจนหมดแล้ว นำอุปกรณ์ที่สามารถถอดได้ออกมาล้างด้านนอกโรงเรือน ขูดแซะขี้หมูและคราบอาหารที่แห้งกรังออกให้สะอาด จนเหลือเพียงพื้นผิวเปล่าๆ เพื่อกำจัดเชื้อไวรัส FMD ภายใต้เกราะกำบังของอินทรียวัตถุออกให้มากที่สุด และเป็นการเปิดโอกาสให้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคได้ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ ชั้นที่ 2: ล้างด้วยน้ำแรงดันสูงและสารซักฟอก: ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงร่วมกับน้ำยาล้างคอก ช่วยสลายคราบไขมันที่ไวรัสเกาะติดอยู่ การล้างในขั้นตอนนี้จะช่วยลดจำนวนเชื้อลงได้มากกว่า 90% ชั้นที่ 3: การฆ่าเชื้อซ้ำ: ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพสูง (เช่น กลุ่มด่างรุนแรง หรือ Aldehyde) ทิ้งไว้ให้เปียกชุ่มพื้นผิวอย่างน้อย 30-60 นาที แล้วปล่อยให้แห้งสนิท 2. การจัดการ “จุดอับ” และระบบสาธารณูปโภค มีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัส […]
“ถ้าคุณคิดว่าน้ำยาฆ่าเชื้อชนิดไหนก็ได้ คุณกำลังประมาทไวรัส FMD อยู่” เชื้อไวรัส FMD ไม่ได้ตายง่ายๆ เหมือนเชื้อแบคทีเรียทั่วไป มันสามารถทนอยู่ในดินได้นานหลายเดือน หรืออยู่ในเสื้อผ้าที่เปื้อนขี้หมูได้หลายสัปดาห์ การเลือกน้ำยาฆ่าเชื้อโรคผิดประเภทจึงไม่ต่างอะไรกับการล้างด้วยน้ำเปล่า 1. ไม่ใช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกชนิดจะฆ่า FMD ได้ ไวรัส FMD เป็นไวรัสที่ “ไม่มีเปลือกหุ้ม” (Non-enveloped virus) ซึ่งมีความทนทานต่อสารเคมีสูงกว่าไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม (เช่น PRRS หรือไข้หวัดใหญ่) มาก สารเคมีกลุ่มแอลกอฮอล์หรือควอทส์ (Quats) ที่เราใช้ล้างมือทั่วไปนั้น แทบจะทำอะไร FMD ไม่ได้เลย 2. น้ำยาฆ่าเชื้อโรค 3 กลุ่ม ที่สามารถจัดการเชื้อ FMD ได้ ข้อขี้จากงานวิจัยทางสัตวแพทย์หลายชิ้น แสดงให้เห็นว่า สารประกอบที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายโครงสร้างของไวรัส FMD เป็นสารประกอบกลุ่มที่สามารถเปลี่ยนค่า pH ให้เป็นกรดหรือด่างอย่างสุดโต่ง (Acidic หรือ Alkaline): กลุ่มกรดและตัวออกซิไดซ์ (Oxidizing Agents): Potassium […]
เมื่อเกิดการระบาดของ FMD ในฟาร์ม แม้ปัจจุบันจะ “ไม่มียาทำลายเชื้อไวรัสโดยตรง” แต่การจัดการอย่างเป็นระบบภายใต้หลักการทางสัตวแพทย์สามารถลดอัตราการตายและช่วยให้หมูฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หัวใจสำคัญคือการจัดการ “Secondary Infection” (การติดเชื้อแทรกซ้อน) และการรักษาแบบพยุงอาการ (Supportive Care) การทำแผลและการจัดการรอยโรค (Wound Management) แผลจากการแตกของตุ่มพอง (Vesicles) มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด จนเกิดภาวะอักเสบที่รุนแรงมากขึ้น การล้างแผล: โดยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่อ่อนโยนต่อเนื้อเยื่อ เช่น สารละลายไอโอดีน (Povidone-iodine) หรือ ด่างทับทิมละลายน้ำเจือจาง ชะล้างบริเวณปากและไรกีบ การพ่นสเปรย์ยาปฏิชีวนะ (Blue Spray/Chlortetracycline) หรือการใช้ยาทาแผลสดที่รอยโรคบริเวณกีบ เพื่อป้องกันแมลงตอมและลดการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย การจัดการพื้นคอก: ต้องให้พื้นสะอาดและแห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควรโรยปูนขาวหรือวัสดุดูดซับความชื้นเพื่อลดการหมักหมมของเชื้อโรคที่แผลเท้า การใช้ยาปฏิชีวนะและยาลดอักเสบ สัตวแพทย์มักพิจารณาการใช้ยาเพื่อควบคุมไข้และป้องกันโรคแทรกซ้อน: การให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Oxytetracycline (Long-acting) หรือ Amoxicillin เพื่อป้องกันภาวะการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ที่มักตามมาหลังหมูอ่อนแอ NSAIDs (ยาลดอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์): เช่น Flunixin meglumine มีความสำคัญมากในการลดไข้และลดความเจ็บปวด ช่วยให้หมูยังสามารถขยับตัวและกินน้ำได้ ปรับโภชนาการให้เหมาะสม หมูที่มีการติดเชื้อ […]
ในสถานการณ์ที่ระบบ Biosecurity ถูกเจาะทะลุและพบการโรคขึ้น “ความเร็ว” คือตัวแปรที่สำคัญที่สุด ความล่าช้าในการแก้ปัญหาช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกของการติดเชื้อสามารถเปลี่ยนจากการระบาดในวงจำกัด ให้กลายเป็นหายนะระดับภูมิภาคได้ 5 ขั้นตอนการปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินที่ช่วยจำกัดวงความเสียหายมีดังนี้ กักโรคและจำกัดพื้นที่ทันที เมื่อพบหมูแสดงอาการเดินกะเผลก มีตุ่มพอง หรือน้ำลายไหลผิดปกติ แม้เพียงตัวเดียว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น FMD และดำเนินการดังนี้: ปิดกั้นการเคลื่อนย้ายหมูภายในฟาร์มทันที (ห้ามย้ายข้ามคอก ห้ามย้ายข้ามเล้า) และสั่งระงับการจับหมูออกนอกฟาร์มโดยเด็ดขาด จำกัดพนักงานที่ดูแลโรงเรือนที่พบสัตว์ป่วยไม่ให้ไปยังโรงเรือนอื่น และพนักงานคนดังกล่าวต้องอาบน้ำฆ่าเชื้อโรคและเปลี่ยนชุดทันที หยุดรถส่งอาหาร และรถของบุคคลภายนอกไม่ให้เข้า-ออกเขตพื้นที่การเลี้ยง การแยกสัตว์ป่วยและการแจ้งเหตุ การจัดการสัตว์ที่แสดงอาการต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เชื้อกระจายเพิ่ม: ให้คัดแยกหมูที่แสดงอาการป่วยและกลุ่มที่สัมผัสใกล้ชิดออกไปยังเล้ากักกัน หากทำไม่ได้ ให้ทำการ “กั้นคอกเปล่า” ระหว่างคอกที่ป่วยและคอกที่ปกติ เนื่องจาก FMD เป็นโรคระบาดร้ายแรงตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ จำเป็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง การลดปริมาณเชื้อโรคในฟาร์ม หมูที่ป่วยจะปล่อยเชื้อ FMD ออกมามหาศาล การลดปริมาณเชื้อในสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน: ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัส FMD (เช่น กลุ่มสารประกอบเปอร์ออกไซด์ หรือโซเดียมคาร์บอเนต) ทั่วบริเวณทางเดินและรอบโรงเรือนที่พบหมูป่วยอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง หากโรงเรือนเป็นระบบ EVAP […]
ในทางระบาดวิทยา การฉีดวัคซีนเป็นการ “ลดความรุนแรง” ของโรค แต่การป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ฟาร์มได้เลยคือ “คำตอบสุดท้าย” และเป็นเป้าหมายที่ยั่งยืนในการจัดการฟาร์ม เชื้อไวรัส FMD มีความสามารถในการแพร่กระจายผ่านปัจจัยแวดล้อมได้อย่างหลากหลาย ดังนั้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) จำเป็นต้องถูกยกระดับให้แข็งแกร่งเปรียบเสมือนเป็น “กำแพงเมืองจีน” ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงดังนี้ การแบ่งเขตควบคุม: เป็นโซนสะอาด และโซนสกปรก หัวใจสำคัญของระบบ Biosecurity คือการแยก “พื้นที่สะอาด” (ภายในฟาร์ม) ออกจาก “พื้นที่สกปรก” (ภายนอกฟาร์ม) อย่างเด็ดขาด โดยการกำหนดเส้นแบ่งที่ชัดเจน เขตวงนอก (Buffer Zone): เช่น พื้นที่จอดรถภายนอก จุดรับส่งอาหาร และจุดรับซื้อหมูเป็นและซากหมู พื้นที่นี้ต้องอยู่ห่างจากโรงเรือนอย่างน้อย 100-200 เมตร และมีระบบพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรครถยนต์ทุกคัน เขตวงใน (Production Zone): พื้นที่โรงเรือนที่อนุญาตเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้วเท่านั้น โดยควรจัดให้มีจุดอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และรองเท้าบูท ที่ผ่านการฆ่าเชื้อโณคแล้ว จุดเปลี่ยนผ่าน (Danish Entry): ทุกจุดเชื่อมต่อระหว่างโซนต้องมีจุดเปลี่ยนรองเท้าและชุดปฏิบัติงาน รวมถึงอ่างล้างมือและอ่างจุ่มเท้าที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีความเข้มข้นของน้ำยาถูกต้อง การจัดการยานพาหนะ: จัดพาหะนำโรคที่อันตรายที่สุด ยานพาหะนะจัดเป็นตัวกลางที่สามารถนำเชื้อ […]
ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู วัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD Vaccine) คือเครื่องมือหลักในการลดความสูญเสีย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกษตรกรพบบ่อยคือ “ฉีดวัคซีนแล้วแต่ทำไมยังคุมไม่อยู่?” บทความนี้จะเจาะลึกถึงหลักการเลือกใช้วัคซีน การจัดการระบบห่วงโซ่ความเย็น และโปรแกรมการฉีดที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้มั่นใจว่าหมูจะมีระดับภูมิคุ้มกันที่เพียงพอต่อการป้องกันโรค การเลือกชนิดของวัคซีน: ต้องตรงสายพันธุ์ ความท้าทายของการเลือกวัคซีนป้องกันไวรัส FMD ได้แก่ความหลากหลายของสายพันธุ์ไวรัส เนื่องจากไวรัส FMD ประกอบด้วยหลายซีโรไทป์ ซึ่งในแต่ละพื้นที่ของโลกเกิดการระบาดจากเชื้อไวรัสที่ต่างสายพันธุ์กัน และภูมิคุ้มกันที่ได้ ไม่สามารถป้องกันโรคข้ามซีโรไทป์ได้ ดังนั้นการเลือกวัคซีนที่ผลิตขากเชื้อที่ตรงกับซีโรไทป์ที่เกิดการระบาดในพื้นที่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง วัคซีนป้องกัน FMD เป็นชนิดเชื้อตาย (Inactivated Whole Virus Vaccine): จัดเป็นรูปแบบที่นิยมที่สุด โดยใช้สื่อที่มีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำมัน (Oil-based) เพื่อให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ยาวนานขึ้น เชื้อไวรัสวัคซีนต้องตรง Serotype: ต้องตรวจสอบว่าวัคซีนที่ใช้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ระบาดในพื้นที่หรือไม่ เช่น ในไทยต้องครอบคลุม Serotype O และ Serotype A * ค่าความแรงของวัคซีน (Potency): ควรเลือกวัคซีนที่มีค่า PD50 (50% Protective Dose) ตั้งแต่ […]
การตรวจพบโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ได้รวดเร็วตั้งแต่วันแรกที่เกิดการติดเชื้อ คือปัจจัยตัดสินว่าฟาร์มจะรอดพ้นจากวิกฤตหรือไม่ เนื่องจากปริมาณเชื้อที่หมูปล่อยออกมาจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณตามระยะเวลาที่แสดงอาการ การสังเกตตุ่มพอง: รอยโรคจำเพาะของโรค ลักษณะเด่นที่สุดของ FMD คือการเกิดตุ่มน้ำพอง (Vesicles) ซึ่งเกิดจากการที่ไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์ชั้นเยื่อบุผิว โดยจุดที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดมี 3 ตำแหน่งหลัก: บริเวณจมูกและริมฝีปาก: เริ่มต้นจากการเป็นจุดแดง พัฒนาเป็นตุ่มน้ำใส และจะแตกออกภายใน 24 ชั่วโมง กลายเป็นแผลหลุมแดง ที่ขอบแผลขรุขระ บริเวณกีบเท้า: ตุ่มน้ำมักเกิดบริเวณไรกีบ (ขอบรอยต่อระหว่างผิวหนังกับกีบ) และร่องกีบ หากอาการรุนแรงตุ่มน้ำจะลามไปถึงส้นเท้า ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นเน่าเสียและเกิดภาวะ “กีบหลุด” บริเวณเต้านม: ในแม่หมูให้นม อาจพบตุ่มพองที่บริเวณหัวนม ทำให้แม่หมูเจ็บปวดและไม่ยอมให้ลูกกินนม อาการทางอ้อม: สัญญาณเตือนก่อนเห็นรอยโรค ในบางครั้ง ตุ่มน้ำอาจยังไม่ชัดเจนหรือหลบซ่อนอยู่ตามร่องกีบ ให้สังเกตพฤติกรรมผิดปกติที่มักเกิดขึ้นล่วงหน้า ดังนี้: ไข้สูง: หมูจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงถึง 40-41°C (104-106°F) ตัวร้อนจัดและนอนสุมกัน เดินกะเผลก: เป็นสัญญาณเริ่มแรกที่พบบ่อยที่สุดในหมูขุน หมูจะลุกยืนลำบาก เจ็บเท้า กระวนกระวาย หรือนอนบ่อยขึ้น น้ำลายไหลนย้อย: เนื่องจากการอักเสบในช่องปากทำให้หมูเกิดความเจ็บปวด […]



