AMCO Update

ข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆของเรา และธุรกิจในเครือ

There is no excerpt because this is a protected post.

ความเครียดจากความร้อน ภัยเงียบที่ห้ามมองข้าม

            สถานการณ์อากาศร้อนในประเทศไทยที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น จะก่อให้เกิดความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตไม่แพ้โรคระบาดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่สุกรในเล้าคลอดที่ค่อนข้างมีความไวต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น             เนื่องจากสุกรเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อและมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนา การระบายความร้อนจึงทำได้ยาก เมื่อเผชิญอากาศร้อนจัดสุกรจะระบายความร้อนด้วยการหอบหายใจถี่ ๆ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในกระแสเลือด จนนำไปสู่ภาวะ เลือดเป็นด่าง (Respiratory Alkalosis) ซึ่งภาวะนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ระบบการทำงานของร่ายกายเกิดความผิดปกติ            ภาวะเลือดเป็นด่าง ส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมความหิว ทำให้แม่สุกรกินอาหารได้น้อยลง จนต้องดึงไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้ ทำให้แม่สุกรผอมโทรม มีแผลที่หัวไหล่ และยังส่งผลกระทบต่อรอบการผลิตถัดไป ทำให้อัตราการผสมติดต่ำลง นอกจากนี้ ภาวะเลือดเป็นด่าง จะทำให้ระดับแคลเซียมอิสระในเลือดต่ำลง ส่งผลให้มดลูกไม่มีแรงบีบตัว ระยะเวลาคลอดจึงยาวนานขึ้นเกิน 3-4 ชั่วโมง  เพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะตายแรกคลอด (Stillborn) สูงขึ้นจากการขาดออกซิเจน นอกจากนี้ […]

15 Jun 2026
มันกบดานอยู่ในทอนซิล ความเป็นจริงที่น่าตกใจ

มันกบดานอยู่ในทอนซิล ความเป็นจริงที่น่าตกใจ โรคปอดบวมและเยื่อหุ้มปอดอักเสบในหมู (Porcine Pleuropneumonia) ที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย Actinobacillus pleuropneumoniae หรือ APP เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูทั่วโลก แม้ว่าอาการเด่นชัดจะปรากฏในหมูระยะขุน เช่น การตายเฉียบพลันโดยมีเลือดปนฟองออกมาทางจมูก หรือการอักเสบของปอดอย่างรุนแรง แต่ต้นตอที่แท้จริงของปัญหามักเริ่มต้นที่ฝูง “แม่พันธุ์” เชื้อ APP มีคุณสมบัติพิเศษในการเป็นเชื้อประจำถิ่นที่สามารถอาศัยอยู่ในช่องปากและทางเดินหายใจ โดยเฉพาะที่บริเวณต่อมน้ำเหลือง ทอนซิล (Tonsils) ซึ่งเปรียบเสมือนที่กบดานลับลับที่เชื้อใช้หลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของยาปฏิชีวนะบางชนิด ทำให้แม่หมูกลายเป็นพาหะ หรือตัวอมโรคที่สามารถส่งต่อเชื้อไปยังลูกหมูผ่านการสัมผัสใกล้อย่างชิดในช่วงของการเลี้ยงลูกในโรงเรือนคลอด   การกบดานในทอนซิลและการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก   ทอนซิล: แหล่งที่อยู่สำคัญ โครงสร้างของทอนซิลหมูมีลักษณะเป็นร่อง (Crypts) ซึ่งเอื้อต่อการยึดเกาะของเชื้อ APP โดยใช้ Fimbriae และ Adhesins เชื้อจะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้โดยไม่ก่อให้เกิดรอยโรคในแม่พันธุ์ที่มีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่งแล้ว แต่เชื้อยังคงมีชีวิตและพร้อมที่จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเมื่อสภาวะร่างกายของแม่หมูเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยที่กระตุ้นให้เชื้อเพิ่มจำนวน ในช่วงระยะก่อนคลอดและขณะเลี้ยงลูก (Periparturient period) แม่หมูจะเผชิญกับสภาวะเครียดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและฮอร์โมน ส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันเฉพาะจุดลดลง เชื้อ APP ที่กบดานอยู่ในทอนซิลจะเริ่มเพิ่มจำนวน และขับออกมาทางน้ำลายหรือสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ส่งผ่านไปยังลูกหมูที่เกิดใหม่ซึ่งยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจึงได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสโดยตรง (Direct Contact) และกลายเป็นพาหะในระยะถัดมา […]

9 Apr 2026
ตัดตอน… ความเสียหาย ที่ไม่จำเป็น : หยุดวิกฤต PRDC สู่กำไรที่ยั่งยืนด้วย RHINANVAC PIG โดย หมอโอ๊ด

ในโลกของการเลี้ยงหมูยุคปัจจุบัน “ความสูญเสีย” ไม่ได้หมายถึงแค่การตายของหมูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น ทั้งค่ายารักษาโรคที่บานปลายจากภาวะการเจ็บป่วยแบบเรื้อรัง อัตราการเจริญเติบโตที่ถูกขัดขวาง และประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลง ซึ่งอุปสรรคสำคัญที่คอยบ่อนทำลายผลผลิตของฟาร์มอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันคงหนีไม่พ้น กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจซับซ้อนในหมู หรือ PRDC (Porcine Respiratory Disease Complex) ที่มีเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดเป็นตัวการสำคัญ หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาหมูแคระแกร็น โตช้า หรือต้องจ่ายค่ายาจำนวนมหาศาลเพื่อรักษาอาการโรคปอดอักเสบ ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “ตัดตอน” ความเสียหายเหล่านี้ทิ้งไป ด้วยนวัตกรรมวัคซีนที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับแบคทีเรียตัวร้ายที่เป็นต้นเหตุของ PRDC โดยเฉพาะ RHINANVAC PIG พลังปกป้อง 6-in-1 ในหนึ่งเดียว RHINANVAC PIG ไม่ใช่แค่วัคซีนทั่วไป แต่คือเกราะคุ้มกันสุขภาพให้หมู ที่รวบรวมเชื้อแบคทีเรียตัวสำคัญ 5 ชนิด พร้อมสารพิษ (Dermonecrotoxin) ที่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงในระบบทางเดินหายใจของหมูไว้ในโด๊สเดียว ได้แก่:          Bordetella bronchiseptica, Pasteurella multocida type D และ Dermonecrotoxin (P. multocida) ต้นเหตุสำคัญของโรคโพรงจมูกอักเสบHaemophilus parasuis (Glaesserella […]

15 Feb 2026
ฟื้นฟูหลังวิกฤต: ล้างฟาร์มอย่างไรให้กลับมาลงหมูได้ใหม่?

เมื่อพายุการระบาดของ FMD เริ่มสงบลง สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ “ความชะล่าใจ” เพราะเชื้อไวรัสอาจยังหลบซ่อนอยู่ในจุดที่คุณคาดไม่ถึง การล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในฟาร์มเพื่อกลับมาเริ่มต้นใหม่  ไม่ใช่แค่การฉีดน้ำล้างคอก แต่คือกระบวนการที่ต้อง “ฆ่าเชื้อให้สิ้นซาก” เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย 1. ยุทธการ Deep Cleaning: การทำความสะอาด 3 ชั้น การล้างฟาร์มหลังพบโรคระบาดต้องทำอย่างเป็นระบบ ดังนี้: ชั้นที่ 1: ขจัดอินทรียวัตถุ: เมื่อย้ายหมูออกจนหมดแล้ว นำอุปกรณ์ที่สามารถถอดได้ออกมาล้างด้านนอกโรงเรือน ขูดแซะขี้หมูและคราบอาหารที่แห้งกรังออกให้สะอาด จนเหลือเพียงพื้นผิวเปล่าๆ เพื่อกำจัดเชื้อไวรัส FMD ภายใต้เกราะกำบังของอินทรียวัตถุออกให้มากที่สุด และเป็นการเปิดโอกาสให้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคได้ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ ชั้นที่ 2: ล้างด้วยน้ำแรงดันสูงและสารซักฟอก: ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงร่วมกับน้ำยาล้างคอก ช่วยสลายคราบไขมันที่ไวรัสเกาะติดอยู่ การล้างในขั้นตอนนี้จะช่วยลดจำนวนเชื้อลงได้มากกว่า 90% ชั้นที่ 3: การฆ่าเชื้อซ้ำ: ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพสูง (เช่น กลุ่มด่างรุนแรง หรือ Aldehyde) ทิ้งไว้ให้เปียกชุ่มพื้นผิวอย่างน้อย 30-60 นาที แล้วปล่อยให้แห้งสนิท 2. การจัดการ “จุดอับ” และระบบสาธารณูปโภค มีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัส […]

15 Feb 2026
น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ใช่: เลือกใช้ให้ถูกต้อง

“ถ้าคุณคิดว่าน้ำยาฆ่าเชื้อชนิดไหนก็ได้ คุณกำลังประมาทไวรัส FMD อยู่” เชื้อไวรัส FMD ไม่ได้ตายง่ายๆ เหมือนเชื้อแบคทีเรียทั่วไป มันสามารถทนอยู่ในดินได้นานหลายเดือน หรืออยู่ในเสื้อผ้าที่เปื้อนขี้หมูได้หลายสัปดาห์ การเลือกน้ำยาฆ่าเชื้อโรคผิดประเภทจึงไม่ต่างอะไรกับการล้างด้วยน้ำเปล่า   1. ไม่ใช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกชนิดจะฆ่า FMD ได้ ไวรัส FMD เป็นไวรัสที่ “ไม่มีเปลือกหุ้ม” (Non-enveloped virus) ซึ่งมีความทนทานต่อสารเคมีสูงกว่าไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม (เช่น PRRS หรือไข้หวัดใหญ่) มาก สารเคมีกลุ่มแอลกอฮอล์หรือควอทส์ (Quats) ที่เราใช้ล้างมือทั่วไปนั้น แทบจะทำอะไร FMD ไม่ได้เลย   2. น้ำยาฆ่าเชื้อโรค 3 กลุ่ม ที่สามารถจัดการเชื้อ FMD ได้ ข้อขี้จากงานวิจัยทางสัตวแพทย์หลายชิ้น แสดงให้เห็นว่า สารประกอบที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายโครงสร้างของไวรัส FMD เป็นสารประกอบกลุ่มที่สามารถเปลี่ยนค่า pH ให้เป็นกรดหรือด่างอย่างสุดโต่ง (Acidic หรือ Alkaline): กลุ่มกรดและตัวออกซิไดซ์ (Oxidizing Agents): Potassium […]

15 Feb 2026
การรักษาตามอาการ: ช่วยหมูให้รอด ลดความสูญเสีย

  เมื่อเกิดการระบาดของ FMD ในฟาร์ม แม้ปัจจุบันจะ “ไม่มียาทำลายเชื้อไวรัสโดยตรง” แต่การจัดการอย่างเป็นระบบภายใต้หลักการทางสัตวแพทย์สามารถลดอัตราการตายและช่วยให้หมูฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หัวใจสำคัญคือการจัดการ “Secondary Infection” (การติดเชื้อแทรกซ้อน) และการรักษาแบบพยุงอาการ (Supportive Care) การทำแผลและการจัดการรอยโรค (Wound Management) แผลจากการแตกของตุ่มพอง (Vesicles) มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด จนเกิดภาวะอักเสบที่รุนแรงมากขึ้น การล้างแผล: โดยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่อ่อนโยนต่อเนื้อเยื่อ เช่น สารละลายไอโอดีน (Povidone-iodine) หรือ ด่างทับทิมละลายน้ำเจือจาง ชะล้างบริเวณปากและไรกีบ การพ่นสเปรย์ยาปฏิชีวนะ (Blue Spray/Chlortetracycline) หรือการใช้ยาทาแผลสดที่รอยโรคบริเวณกีบ เพื่อป้องกันแมลงตอมและลดการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย การจัดการพื้นคอก: ต้องให้พื้นสะอาดและแห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควรโรยปูนขาวหรือวัสดุดูดซับความชื้นเพื่อลดการหมักหมมของเชื้อโรคที่แผลเท้า การใช้ยาปฏิชีวนะและยาลดอักเสบ สัตวแพทย์มักพิจารณาการใช้ยาเพื่อควบคุมไข้และป้องกันโรคแทรกซ้อน: การให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Oxytetracycline (Long-acting) หรือ Amoxicillin เพื่อป้องกันภาวะการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ที่มักตามมาหลังหมูอ่อนแอ NSAIDs (ยาลดอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์): เช่น Flunixin meglumine มีความสำคัญมากในการลดไข้และลดความเจ็บปวด ช่วยให้หมูยังสามารถขยับตัวและกินน้ำได้  ปรับโภชนาการให้เหมาะสม หมูที่มีการติดเชื้อ […]

13 Feb 2026
เมื่อโรคเข้าฟาร์ม: 5 ขั้นตอนฉุกเฉิน จำกัดวงความเสียหายของฟาร์ม

  ในสถานการณ์ที่ระบบ Biosecurity ถูกเจาะทะลุและพบการโรคขึ้น “ความเร็ว” คือตัวแปรที่สำคัญที่สุด ความล่าช้าในการแก้ปัญหาช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกของการติดเชื้อสามารถเปลี่ยนจากการระบาดในวงจำกัด ให้กลายเป็นหายนะระดับภูมิภาคได้ 5 ขั้นตอนการปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินที่ช่วยจำกัดวงความเสียหายมีดังนี้ กักโรคและจำกัดพื้นที่ทันที เมื่อพบหมูแสดงอาการเดินกะเผลก มีตุ่มพอง หรือน้ำลายไหลผิดปกติ แม้เพียงตัวเดียว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น FMD และดำเนินการดังนี้: ปิดกั้นการเคลื่อนย้ายหมูภายในฟาร์มทันที (ห้ามย้ายข้ามคอก ห้ามย้ายข้ามเล้า) และสั่งระงับการจับหมูออกนอกฟาร์มโดยเด็ดขาด จำกัดพนักงานที่ดูแลโรงเรือนที่พบสัตว์ป่วยไม่ให้ไปยังโรงเรือนอื่น และพนักงานคนดังกล่าวต้องอาบน้ำฆ่าเชื้อโรคและเปลี่ยนชุดทันที หยุดรถส่งอาหาร และรถของบุคคลภายนอกไม่ให้เข้า-ออกเขตพื้นที่การเลี้ยง การแยกสัตว์ป่วยและการแจ้งเหตุ การจัดการสัตว์ที่แสดงอาการต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เชื้อกระจายเพิ่ม: ให้คัดแยกหมูที่แสดงอาการป่วยและกลุ่มที่สัมผัสใกล้ชิดออกไปยังเล้ากักกัน หากทำไม่ได้ ให้ทำการ “กั้นคอกเปล่า” ระหว่างคอกที่ป่วยและคอกที่ปกติ เนื่องจาก FMD เป็นโรคระบาดร้ายแรงตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ จำเป็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง การลดปริมาณเชื้อโรคในฟาร์ม หมูที่ป่วยจะปล่อยเชื้อ FMD ออกมามหาศาล การลดปริมาณเชื้อในสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน: ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัส FMD (เช่น กลุ่มสารประกอบเปอร์ออกไซด์ หรือโซเดียมคาร์บอเนต) ทั่วบริเวณทางเดินและรอบโรงเรือนที่พบหมูป่วยอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง หากโรงเรือนเป็นระบบ EVAP […]

9 Feb 2026
Biosecurity ขั้นสุด: ช่วยสกัดกั้น FMD ไม่ให้ผ่านรั้วฟาร์ม

ในทางระบาดวิทยา การฉีดวัคซีนเป็นการ “ลดความรุนแรง” ของโรค แต่การป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ฟาร์มได้เลยคือ “คำตอบสุดท้าย” และเป็นเป้าหมายที่ยั่งยืนในการจัดการฟาร์ม เชื้อไวรัส FMD มีความสามารถในการแพร่กระจายผ่านปัจจัยแวดล้อมได้อย่างหลากหลาย ดังนั้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) จำเป็นต้องถูกยกระดับให้แข็งแกร่งเปรียบเสมือนเป็น “กำแพงเมืองจีน” ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงดังนี้ การแบ่งเขตควบคุม: เป็นโซนสะอาด และโซนสกปรก หัวใจสำคัญของระบบ Biosecurity คือการแยก “พื้นที่สะอาด” (ภายในฟาร์ม) ออกจาก “พื้นที่สกปรก” (ภายนอกฟาร์ม) อย่างเด็ดขาด โดยการกำหนดเส้นแบ่งที่ชัดเจน เขตวงนอก (Buffer Zone): เช่น พื้นที่จอดรถภายนอก จุดรับส่งอาหาร และจุดรับซื้อหมูเป็นและซากหมู พื้นที่นี้ต้องอยู่ห่างจากโรงเรือนอย่างน้อย 100-200 เมตร และมีระบบพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรครถยนต์ทุกคัน เขตวงใน (Production Zone): พื้นที่โรงเรือนที่อนุญาตเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้วเท่านั้น โดยควรจัดให้มีจุดอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และรองเท้าบูท ที่ผ่านการฆ่าเชื้อโณคแล้ว จุดเปลี่ยนผ่าน (Danish Entry): ทุกจุดเชื่อมต่อระหว่างโซนต้องมีจุดเปลี่ยนรองเท้าและชุดปฏิบัติงาน รวมถึงอ่างล้างมือและอ่างจุ่มเท้าที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีความเข้มข้นของน้ำยาถูกต้อง การจัดการยานพาหนะ: จัดพาหะนำโรคที่อันตรายที่สุด ยานพาหะนะจัดเป็นตัวกลางที่สามารถนำเชื้อ […]

2 Feb 2026
วัคซีนคือเกราะป้องกัน : ใช้อย่างไรให้ภูมิแข็งแกร่ง

ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู วัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD Vaccine) คือเครื่องมือหลักในการลดความสูญเสีย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกษตรกรพบบ่อยคือ “ฉีดวัคซีนแล้วแต่ทำไมยังคุมไม่อยู่?” บทความนี้จะเจาะลึกถึงหลักการเลือกใช้วัคซีน การจัดการระบบห่วงโซ่ความเย็น และโปรแกรมการฉีดที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้มั่นใจว่าหมูจะมีระดับภูมิคุ้มกันที่เพียงพอต่อการป้องกันโรค การเลือกชนิดของวัคซีน: ต้องตรงสายพันธุ์ ความท้าทายของการเลือกวัคซีนป้องกันไวรัส FMD ได้แก่ความหลากหลายของสายพันธุ์ไวรัส เนื่องจากไวรัส FMD ประกอบด้วยหลายซีโรไทป์ ซึ่งในแต่ละพื้นที่ของโลกเกิดการระบาดจากเชื้อไวรัสที่ต่างสายพันธุ์กัน และภูมิคุ้มกันที่ได้ ไม่สามารถป้องกันโรคข้ามซีโรไทป์ได้ ดังนั้นการเลือกวัคซีนที่ผลิตขากเชื้อที่ตรงกับซีโรไทป์ที่เกิดการระบาดในพื้นที่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง วัคซีนป้องกัน FMD เป็นชนิดเชื้อตาย (Inactivated Whole Virus Vaccine): จัดเป็นรูปแบบที่นิยมที่สุด โดยใช้สื่อที่มีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำมัน (Oil-based) เพื่อให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ยาวนานขึ้น เชื้อไวรัสวัคซีนต้องตรง Serotype: ต้องตรวจสอบว่าวัคซีนที่ใช้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ระบาดในพื้นที่หรือไม่ เช่น ในไทยต้องครอบคลุม Serotype O  และ Serotype A * ค่าความแรงของวัคซีน (Potency): ควรเลือกวัคซีนที่มีค่า PD50 (50% Protective Dose) ตั้งแต่ […]

2 Feb 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize and enhance the experience of using the website. You can learn more about the use of cookies at Cookie Policy and can choose to consent to the use of cookies. by clicking cookie settings

Privacy Preferences

You can choose cookie settings by on/off. Cookies of each type are available on request, except for Necessary Cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary Cookies
    Always Active

    These types of cookies are essential for the website's operation, i.e. cookies that enable the website to perform basic functions and to allow the website to function normally, such as navigating the website pages. or enable visitors/users of the website to log in and access parts of the website that are reserved for members only. The website will not function properly without these cookies being collected. Therefore, you cannot disable these types of cookies through the system of the Company's website. These cookies do not store information that can personally identify you in any way.

Save