น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ใช่: เลือกใช้ให้ถูกต้อง

ถ้าคุณคิดว่าน้ำยาฆ่าเชื้อชนิดไหนก็ได้ คุณกำลังประมาทไวรัส FMD อยู่” เชื้อไวรัส FMD ไม่ได้ตายง่ายๆ เหมือนเชื้อแบคทีเรียทั่วไป มันสามารถทนอยู่ในดินได้นานหลายเดือน หรืออยู่ในเสื้อผ้าที่เปื้อนขี้หมูได้หลายสัปดาห์ การเลือกน้ำยาฆ่าเชื้อโรคผิดประเภทจึงไม่ต่างอะไรกับการล้างด้วยน้ำเปล่า

 

1. ไม่ใช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกชนิดจะฆ่า FMD ได้

ไวรัส FMD เป็นไวรัสที่ ไม่มีเปลือกหุ้ม” (Non-enveloped virus) ซึ่งมีความทนทานต่อสารเคมีสูงกว่าไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม (เช่น PRRS หรือไข้หวัดใหญ่) มาก สารเคมีกลุ่มแอลกอฮอล์หรือควอทส์ (Quats) ที่เราใช้ล้างมือทั่วไปนั้น แทบจะทำอะไร FMD ไม่ได้เลย

 

2. น้ำยาฆ่าเชื้อโรค 3 กลุ่ม ที่สามารถจัดการเชื้อ FMD ได้

ข้อขี้จากงานวิจัยทางสัตวแพทย์หลายชิ้น แสดงให้เห็นว่า สารประกอบที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายโครงสร้างของไวรัส FMD เป็นสารประกอบกลุ่มที่สามารถเปลี่ยนค่า pH ให้เป็นกรดหรือด่างอย่างสุดโต่ง (Acidic หรือ Alkaline):

  • กลุ่มกรดและตัวออกซิไดซ์ (Oxidizing Agents):

    • Potassium Peroxymonosulfate: เป็นตัวเลือกอันดับ 1 สำหรับฟาร์มสมัยใหม่ เนื่องจากออกฤทธิ์รวดเร็วและไม่กัดกร่อนพื้นผิวมากนัก

    • Citric Acid: ใช้ผสมน้ำฉีดพ่นร่างกายหรือวัสดุที่บอบบางได้ดี

  • กลุ่มด่างรุนแรง (Alkali):

    • Sodium Carbonate (โซดาแอช 4%): ราคาถูกและให้ผลดีเยี่ยมสำหรับพ่นถนนและล้อรถ

    • Sodium Hydroxide (โซดาไฟ 2%): ออกฤทธิ์รุนแรงมาก แต่ต้องระวังการกัดกร่อนโลหะและอันตรายต่อผิวหนังคน

  • กลุ่มสารประกอบคลอรีน:

    • Sodium Hypochlorite (น้ำยาฟอกขาว): ใช้ได้ผลดีในพื้นที่สะอาดที่ไม่มีอินทรียวัตถุ (ขี้หมู/เลนดิน) มากนัก

 

3. กฎเหล็กที่ห้ามลืม “สะอาดก่อนพ่น”

สิ่งที่คนขายน้ำยาฆ่าเชื้อโรคมักไม่เคยบอกคุณคือ: “น้ำยาฆ่าเชื้อโรคส่วนใหญ่ ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เมื่อเจอกับขี้หมู”

ดังนั้นหากคุณพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคลงบนพื้นผิวที่มีขี้หมูหนาเตอะ หรือเต็มไปด้วยอินทรียวัตถุ จะทำให้ความสามารถในการออกฤทธิ์ของน้ำยาฆ่าเชื้อโรคหมดไปทันที แนวทางที่ต้องปฏิบัติการการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคประกอบไปด้วย:

  1. ต้องล้าง: ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ฉีดล้างสิ่งสกปรกออกจากพื้นผิว ให้เห็นพื้นผิวชัดเจนเสียก่อน

  2. ต้องพ่น: ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคให้ชุ่มทุกพื้นผิวที่ต้องการฆ่าเชื้อ และต้องผสมในสัดส่วนของน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตแนะนำ

  3. ต้องรอ: เชื้อไวรัสไม่ได้ตายทันทีที่สัมผัสน้ำยาฆ่าเชื้อโรค จำเป็นต้องปล่อยให้พื้นผิวเปียกน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อย 10–30 นาที จึงจะช่วยให้การทำงานหรือประสิทธิภาพของน้ำยาฆ่าเชื้อโรคสมบูรณ์มากขึ้น

 

4. ตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในฟาร์ม

เอกสารอ้างอิง (References)

  • Krug, P. W., et al. (2012). Disinfection of foot-and-mouth disease virus. Veterinary Microbiology, 156(1-2), 96-103.
  • Selleck, P. W., et al. (2003). The susceptibility of foot-and-mouth disease virus to disinfectants. Revue Scientifique et Technique (OIE), 22(3), 593-608.
  • Quinn, P. J., & Markey, B. K. (2001). Disinfection and Disease Prevention in Veterinary Medicine. Blackwell Science.
  • สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มหมูไทย. (2567). แนวทางการเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อในสถานการณ์โรคระบาด.
  • Environmental Protection Agency (EPA). (2023). Selected Disinfectants for Use Against Foot-and-Mouth Disease Virus.
บทความอื่นๆ
ความเครียดจากความร้อน ภัยเงียบที่ห้ามมองข้าม

            สถานการณ์อากาศร้อนในประเทศไทยที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น จะก่อให้เกิดความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตไม่แพ้โรคระบาดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่สุกรในเล้าคลอดที่ค่อนข้างมีความไวต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น             เนื่องจากสุกรเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อและมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนา การระบายความร้อนจึงทำได้ยาก เมื่อเผชิญอากาศร้อนจัดสุกรจะระบายความร้อนด้วยการหอบหายใจถี่ ๆ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในกระแสเลือด จนนำไปสู่ภาวะ เลือดเป็นด่าง (Respiratory Alkalosis) ซึ่งภาวะนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ระบบการทำงานของร่ายกายเกิดความผิดปกติ            ภาวะเลือดเป็นด่าง ส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมความหิว ทำให้แม่สุกรกินอาหารได้น้อยลง จนต้องดึงไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้ ทำให้แม่สุกรผอมโทรม มีแผลที่หัวไหล่ และยังส่งผลกระทบต่อรอบการผลิตถัดไป ทำให้อัตราการผสมติดต่ำลง นอกจากนี้ ภาวะเลือดเป็นด่าง จะทำให้ระดับแคลเซียมอิสระในเลือดต่ำลง ส่งผลให้มดลูกไม่มีแรงบีบตัว ระยะเวลาคลอดจึงยาวนานขึ้นเกิน 3-4 ชั่วโมง  เพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะตายแรกคลอด (Stillborn) สูงขึ้นจากการขาดออกซิเจน นอกจากนี้ […]

15 Jun 2026
มันกบดานอยู่ในทอนซิล ความเป็นจริงที่น่าตกใจ

มันกบดานอยู่ในทอนซิล ความเป็นจริงที่น่าตกใจ โรคปอดบวมและเยื่อหุ้มปอดอักเสบในหมู (Porcine Pleuropneumonia) ที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย Actinobacillus pleuropneumoniae หรือ APP เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูทั่วโลก แม้ว่าอาการเด่นชัดจะปรากฏในหมูระยะขุน เช่น การตายเฉียบพลันโดยมีเลือดปนฟองออกมาทางจมูก หรือการอักเสบของปอดอย่างรุนแรง แต่ต้นตอที่แท้จริงของปัญหามักเริ่มต้นที่ฝูง “แม่พันธุ์” เชื้อ APP มีคุณสมบัติพิเศษในการเป็นเชื้อประจำถิ่นที่สามารถอาศัยอยู่ในช่องปากและทางเดินหายใจ โดยเฉพาะที่บริเวณต่อมน้ำเหลือง ทอนซิล (Tonsils) ซึ่งเปรียบเสมือนที่กบดานลับลับที่เชื้อใช้หลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของยาปฏิชีวนะบางชนิด ทำให้แม่หมูกลายเป็นพาหะ หรือตัวอมโรคที่สามารถส่งต่อเชื้อไปยังลูกหมูผ่านการสัมผัสใกล้อย่างชิดในช่วงของการเลี้ยงลูกในโรงเรือนคลอด   การกบดานในทอนซิลและการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก   ทอนซิล: แหล่งที่อยู่สำคัญ โครงสร้างของทอนซิลหมูมีลักษณะเป็นร่อง (Crypts) ซึ่งเอื้อต่อการยึดเกาะของเชื้อ APP โดยใช้ Fimbriae และ Adhesins เชื้อจะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้โดยไม่ก่อให้เกิดรอยโรคในแม่พันธุ์ที่มีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่งแล้ว แต่เชื้อยังคงมีชีวิตและพร้อมที่จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเมื่อสภาวะร่างกายของแม่หมูเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยที่กระตุ้นให้เชื้อเพิ่มจำนวน ในช่วงระยะก่อนคลอดและขณะเลี้ยงลูก (Periparturient period) แม่หมูจะเผชิญกับสภาวะเครียดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและฮอร์โมน ส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันเฉพาะจุดลดลง เชื้อ APP ที่กบดานอยู่ในทอนซิลจะเริ่มเพิ่มจำนวน และขับออกมาทางน้ำลายหรือสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ส่งผ่านไปยังลูกหมูที่เกิดใหม่ซึ่งยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจึงได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสโดยตรง (Direct Contact) และกลายเป็นพาหะในระยะถัดมา […]

9 Apr 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize and enhance the experience of using the website. You can learn more about the use of cookies at Cookie Policy and can choose to consent to the use of cookies. by clicking cookie settings

Privacy Preferences

You can choose cookie settings by on/off. Cookies of each type are available on request, except for Necessary Cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary Cookies
    Always Active

    These types of cookies are essential for the website's operation, i.e. cookies that enable the website to perform basic functions and to allow the website to function normally, such as navigating the website pages. or enable visitors/users of the website to log in and access parts of the website that are reserved for members only. The website will not function properly without these cookies being collected. Therefore, you cannot disable these types of cookies through the system of the Company's website. These cookies do not store information that can personally identify you in any way.

Save