พีอีดี โรคนี้อย่าลืม
คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคระบาดในสุกรที่ผู้ประกอบการ/นักวิชาการให้ความสำคัญกันอยู่มากในขณะนี้คงไม่พ้นโรคอหิวาต์สุกรแอฟริกัน (ASF) โดยทางฟาร์มหลายๆ แห่งในประเทศไทยนั้นก็ได้มีการปรับตัว ลงทุนกับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำให้แนวโน้มการเกิดโรคอื่นๆ ลดน้อยลงไปด้วยตามลำดับ แต่เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ASF เริ่มลดน้อยลงทั้งในเรื่องการระบาดและความรุนแรง อาจทำให้หลายๆ ฟาร์มเกิด “การ์ดตก” ทำให้มีช่องโหว่ของโรคติดเชื้อต่างๆ เข้ามาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนเข้าฤดูฝน อุณหภูมิค่อนข้างแกว่ง ระบายอากาศภายในเล้าได้ไม่ดี ทำให้เสี่ยงต่ออาการกินตกและป่วยในแม่พันธุ์ ส่งผลให้โอกาสที่โรคยอดฮิตเวลาแม่พันธุ์กินตก/ป่วยในช่วงนี้ลอดช่องโหว่นั้นมาได้ก็คือ โรคพีอีดี
โรคพีอีดี (Porcine epidemic diarrhea virus) เป็นโรคที่สามารถสร้างความเสียหายในเล้าคลอดได้ตั้งแต่ 5-100% ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันของแม่พันธุ์แต่ละฟาร์ม แหล่งของการเกิดโรคมักมาจากการจัดการฝูงและโรคที่ผิดพลาด เช่น เตรียมหมูสาวไม่ดี/เข้าฝูงเยอะ, พักเล้าไม่ได้, การเข้าหมดออกหมดทำได้ไม่จริง, โปรแกรมวัคซีนหลุด, แม่นมแห้งจากการป่วยหรืออัดอาหารช่วงท้ายไม่ได้ เป็นต้น รวมถึงคน/อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันภายในฟาร์มที่ไม่ได้มีการฆ่าเชื้อ/ทำความสะอาดที่ดีพอ อีกทั้งภาวะกดภูมิกันในฝูงก็เป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดโรค เช่น PRRS, สารพิษจากเชื้อรา, อีโคลัยในน้ำสูง เป็นต้น โดยที่ระดับความรุนแรงของโรคอาจสังเกตได้จากช่วงเวลาที่ลูกสุกรเริ่มป่วย ถ้าลูกสุกรเริ่มท้องเสีย, อาเจียนภายใน 3-5 วันแรก (รูปที่ 1.) ลำไส้ถูกทำลาย มีโอกาสตายจากการขาดน้ำได้สูงมาก แต่ถ้าเริ่มท้องเสียตั้งแต่ช่วง 7-10 วันขึ้นไป จะแสดงอาการท้องเสียไม่รุนแรง มีโอกาสรอดมากกว่า แต่จะกระทบอัตราการเจริญเติบโต

ซึ่งมักพบกรณีนี้ได้จากฟาร์มที่มีโรคพีอีดีเป็นโรคประจำถิ่น (รูปที่ 2.) โดยทางฟาร์มสามารถตรวจเพื่อยืนยันโรคได้ด้วยการใช้ชุดตรวจ (test kit) เพื่อประเมินในเบื้องต้นและนำอุจจาระหรือการสว็อบ (swab) บริเวณเต้านม, ก้นแม่คลอด หรือเก็บอุจจาระจากลูกหมูที่ท้องเสียตรวจด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR) เพื่อยืนยันโรค
ในส่วนของการป้องกันและควบคุมโรค อาจพิจารณาการใช้วัคซีนจากบริษัทที่เชื่อถือได้ โดยเริ่มได้ตั้งแต่ในการเตรียมสุกรสาว ส่วนชนิดของวัคซีนอาจต้องดูความเหมาะสมของฟาร์มเพราะมีทั้งเชื้อเป็นและเชื้อตาย ในส่วนของสุกรสาวอาจจะต้องประเมินผลของการเตรียมด้วยการสังเกตอาการท้องเสียในกรณีการใช้เชื้อเป็น และการเก็บเลือดตรวจระดับภูมิคุ้มกันว่ามีการตอบสนองหรือไม่ ส่วนในเล้าผสมอุ้มท้อง ควรมีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนคลอด เพื่อให้ระดับภูมิคุ้มกันในนมน้ำเหลืองสามารถปกป้องลูกสุกรเกิดใหม่ได้อย่างเต็มที่ โดยการทำวัคซีนในช่วงอุ้มท้องระยะท้าย ผู้ประกอบการมักมีความกังวลเรื่องการแพ้วัคซีน เพราะอาจทำให้แม่สุกรอุ้มท้องเกิดการแท้งหรืออาจถึงขั้นตายได้ในกรณีแพ้รุนแรง ดังนั้นนอกจากการเลือกใช้วัคซีนพีอีดีที่มีประสิทธิภาพดีแล้ว ควรพิจารณาวัคซีนพีอีดีที่มีประเภทของสื่อที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil based adjuvants) (รูปที่ 3.) เพื่อลดโอกาสการแพ้หลังทำวัคซีนได้ด้วย

อีกทั้งการดูแลแม่สุกรในช่วงอุ้มท้องระยะท้ายและช่วงรอคลอดให้อยู่สบาย โดยให้พนักงานหมั่นตรวจสุขภาพทุกวัน เฝ้าระวังตัวที่มีอาการเต้านมอักเสบ นมแห้ง เพราะจะทำให้ลูกสุกรแรกคลอดไม่ได้รับภูมิคุ้มกันในนมน้ำเหลืองที่เพียงพอ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อและการระบาดของโรคได้ ซึ่งในช่วงหลังคลอด ทางฟาร์มอาจตรวจระดับนมน้ำเหลืองต่อโรคพีอีดีได้ด้วยการตรวจ SN titer เพื่อดูประสิทธิภาพในการป้องกันโรคพีอีดีของแม่สุกร โดยในช่วงหลังคลอดถือเป็นช่วงวิกฤติที่พนักงานจะต้องจับลูกสุกรแรกคลอดกินนมน้ำเหลืองให้ได้เร็วที่สุด และห้ามย้ายฝากเด็ดขาดในขณะช่วงที่มีการเกิดโรค เพราะจะทำให้ควบคุมการระบาดได้ยากขึ้น รวมถึงระบบความปลอดภัยทางชีวภาพอื่นๆ ต้องเข้มงวด เช่น การเข้า-ออกโรงเรือนของพนักงาน การพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดกับคอกหรือสิ่งปูรองในคอกที่ติดเชื้อ เป็นต้น
สุดท้ายนี้ทางทีมงานแอมโก้เวทอยากฝากให้ผู้ประกอบการทุกท่านอย่าลืมให้ความสำคัญกับโรคติดเชื้อพีอีดี ที่มักจะลอดช่องโหว่ของระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่บกพร่องได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่อุบัติการณ์การเกิดโรค ASF ที่ลดลง ทำให้เกิดภาวะ “การ์ดตก” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดโรคระบาดในฟาร์ม อีกทั้งภาวะกดภูมิคุ้มกันที่มากับโรคติดเชื้อ อาหาร และน้ำ ที่ต้องหมั่นตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ร่วมกับการตรวจประเมินสุขภาพฝูง โปรแกรมวัคซีน การตรวจสอบประสิทธิภาพของการทำวัคซีนนั้นๆ รวมถึงการจัดการที่เข้มงวด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทางฟาร์ม


