เมื่อโรคเข้าฟาร์ม: 5 ขั้นตอนฉุกเฉิน จำกัดวงความเสียหายของฟาร์ม

 

ในสถานการณ์ที่ระบบ Biosecurity ถูกเจาะทะลุและพบการโรคขึ้น “ความเร็ว” คือตัวแปรที่สำคัญที่สุด ความล่าช้าในการแก้ปัญหาช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกของการติดเชื้อสามารถเปลี่ยนจากการระบาดในวงจำกัด ให้กลายเป็นหายนะระดับภูมิภาคได้ 5 ขั้นตอนการปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินที่ช่วยจำกัดวงความเสียหายมีดังนี้

  1. กักโรคและจำกัดพื้นที่ทันที

เมื่อพบหมูแสดงอาการเดินกะเผลก มีตุ่มพอง หรือน้ำลายไหลผิดปกติ แม้เพียงตัวเดียว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น FMD และดำเนินการดังนี้:

  • ปิดกั้นการเคลื่อนย้ายหมูภายในฟาร์มทันที (ห้ามย้ายข้ามคอก ห้ามย้ายข้ามเล้า) และสั่งระงับการจับหมูออกนอกฟาร์มโดยเด็ดขาด
  • จำกัดพนักงานที่ดูแลโรงเรือนที่พบสัตว์ป่วยไม่ให้ไปยังโรงเรือนอื่น และพนักงานคนดังกล่าวต้องอาบน้ำฆ่าเชื้อโรคและเปลี่ยนชุดทันที
  • หยุดรถส่งอาหาร และรถของบุคคลภายนอกไม่ให้เข้า-ออกเขตพื้นที่การเลี้ยง
  1. การแยกสัตว์ป่วยและการแจ้งเหตุ

การจัดการสัตว์ที่แสดงอาการต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เชื้อกระจายเพิ่ม:

  • ให้คัดแยกหมูที่แสดงอาการป่วยและกลุ่มที่สัมผัสใกล้ชิดออกไปยังเล้ากักกัน หากทำไม่ได้ ให้ทำการ “กั้นคอกเปล่า” ระหว่างคอกที่ป่วยและคอกที่ปกติ
  • เนื่องจาก FMD เป็นโรคระบาดร้ายแรงตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ จำเป็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง
  1. การลดปริมาณเชื้อโรคในฟาร์ม

หมูที่ป่วยจะปล่อยเชื้อ FMD ออกมามหาศาล การลดปริมาณเชื้อในสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน:

  • ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัส FMD (เช่น กลุ่มสารประกอบเปอร์ออกไซด์ หรือโซเดียมคาร์บอเนต) ทั่วบริเวณทางเดินและรอบโรงเรือนที่พบหมูป่วยอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง
  • หากโรงเรือนเป็นระบบ EVAP ให้พิจารณาการผสมยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ในระบบน้ำหล่อเย็นแผง Cooling Pad เพื่อลดการกระจายของไวรัสผ่านทางอากาศ
  1. การจัดการซากและสิ่งปฏิกูล

ซากหมูและขี้คือแหล่งกักเก็บเชื้อไวรัสที่เข้มข้นที่สุด:

  • ซากหมูตายต้องได้รับการกำจัดโดยการ “ฝังลึก” (อย่างน้อย 2 เมตร) และโรยด้วยปูนขาว หรือการ “เผา” ในเตาเผาที่มิดชิด
  • ปิดระบบระบายน้ำจากเล้าป่วยไม่ให้ไหลรวมไปสู่บ่อบำบัดรวมหรือแหล่งน้ำสาธารณะ และทำการฆ่าเชื้อในน้ำเสียด้วยปูนขาวจนมีค่า pH สูงกว่า 11
  1. การสอบสวนโรคเชิงรุก

ในระหว่างการควบคุมโรค ต้องมีการสอบสวนหาต้นต้อ ที่เป็ยจุดกำเนิดของโรค:

  • ตรวจสอบย้อนหลัง 14 วัน (ระยะฟักตัวของโรค) ว่ามีการนำสิ่งใดผ่านเข้า-ออกฟาร์มบ้าง (รถอาหาร, หมู, พนักงาน) เพื่อหาจุดที่ Biosecurity รั่วไหล
  • ตรวจสอบว่าในรอบ 7 วันที่ผ่านมา มีการขายหมูหรือรถคันไหนออกไปบ้าง เพื่อแจ้งเตือนฟาร์มปลายทางให้เฝ้าระวัง

 

 

เอกสารอ้างอิง (References)

  • Sutmoller, P., et al. (2003). Control and eradication of foot-and-mouth disease. Virus Research, 91(1), 101-144.
  • Longjam, N., et al. (2011). A Brief Review on Diagnosis of Foot-and-Mouth Disease of Livestock: Conventional to Molecular Tools. Veterinary Medicine International, 2011, 905705.
  • Rweyemamu, M., et al. (2008). Epidemiological models of foot-and-mouth disease for decision support. Revue Scientifique et Technique (OIE), 27(1), 119-127.
  • กองควบคุมโรคระบาดสัตว์. (2568). แผนเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉินกรณีเกิดโรคปากและเท้าเปื่อย. กรมปศุสัตว์.
  • Knight-Jones, T. J., & Rushton, J. (2013). The economic impacts of foot and mouth disease – What are they, how big are they and where do they fall? Preventive Veterinary Medicine, 112(3-4), 161-173.
บทความอื่นๆ
ความเครียดจากความร้อน ภัยเงียบที่ห้ามมองข้าม

            สถานการณ์อากาศร้อนในประเทศไทยที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น จะก่อให้เกิดความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตไม่แพ้โรคระบาดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่สุกรในเล้าคลอดที่ค่อนข้างมีความไวต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น             เนื่องจากสุกรเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อและมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนา การระบายความร้อนจึงทำได้ยาก เมื่อเผชิญอากาศร้อนจัดสุกรจะระบายความร้อนด้วยการหอบหายใจถี่ ๆ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในกระแสเลือด จนนำไปสู่ภาวะ เลือดเป็นด่าง (Respiratory Alkalosis) ซึ่งภาวะนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ระบบการทำงานของร่ายกายเกิดความผิดปกติ            ภาวะเลือดเป็นด่าง ส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมความหิว ทำให้แม่สุกรกินอาหารได้น้อยลง จนต้องดึงไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้ ทำให้แม่สุกรผอมโทรม มีแผลที่หัวไหล่ และยังส่งผลกระทบต่อรอบการผลิตถัดไป ทำให้อัตราการผสมติดต่ำลง นอกจากนี้ ภาวะเลือดเป็นด่าง จะทำให้ระดับแคลเซียมอิสระในเลือดต่ำลง ส่งผลให้มดลูกไม่มีแรงบีบตัว ระยะเวลาคลอดจึงยาวนานขึ้นเกิน 3-4 ชั่วโมง  เพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะตายแรกคลอด (Stillborn) สูงขึ้นจากการขาดออกซิเจน นอกจากนี้ […]

15 Jun 2026
มันกบดานอยู่ในทอนซิล ความเป็นจริงที่น่าตกใจ

มันกบดานอยู่ในทอนซิล ความเป็นจริงที่น่าตกใจ โรคปอดบวมและเยื่อหุ้มปอดอักเสบในหมู (Porcine Pleuropneumonia) ที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย Actinobacillus pleuropneumoniae หรือ APP เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูทั่วโลก แม้ว่าอาการเด่นชัดจะปรากฏในหมูระยะขุน เช่น การตายเฉียบพลันโดยมีเลือดปนฟองออกมาทางจมูก หรือการอักเสบของปอดอย่างรุนแรง แต่ต้นตอที่แท้จริงของปัญหามักเริ่มต้นที่ฝูง “แม่พันธุ์” เชื้อ APP มีคุณสมบัติพิเศษในการเป็นเชื้อประจำถิ่นที่สามารถอาศัยอยู่ในช่องปากและทางเดินหายใจ โดยเฉพาะที่บริเวณต่อมน้ำเหลือง ทอนซิล (Tonsils) ซึ่งเปรียบเสมือนที่กบดานลับลับที่เชื้อใช้หลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของยาปฏิชีวนะบางชนิด ทำให้แม่หมูกลายเป็นพาหะ หรือตัวอมโรคที่สามารถส่งต่อเชื้อไปยังลูกหมูผ่านการสัมผัสใกล้อย่างชิดในช่วงของการเลี้ยงลูกในโรงเรือนคลอด   การกบดานในทอนซิลและการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก   ทอนซิล: แหล่งที่อยู่สำคัญ โครงสร้างของทอนซิลหมูมีลักษณะเป็นร่อง (Crypts) ซึ่งเอื้อต่อการยึดเกาะของเชื้อ APP โดยใช้ Fimbriae และ Adhesins เชื้อจะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้โดยไม่ก่อให้เกิดรอยโรคในแม่พันธุ์ที่มีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่งแล้ว แต่เชื้อยังคงมีชีวิตและพร้อมที่จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเมื่อสภาวะร่างกายของแม่หมูเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยที่กระตุ้นให้เชื้อเพิ่มจำนวน ในช่วงระยะก่อนคลอดและขณะเลี้ยงลูก (Periparturient period) แม่หมูจะเผชิญกับสภาวะเครียดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและฮอร์โมน ส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันเฉพาะจุดลดลง เชื้อ APP ที่กบดานอยู่ในทอนซิลจะเริ่มเพิ่มจำนวน และขับออกมาทางน้ำลายหรือสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ส่งผ่านไปยังลูกหมูที่เกิดใหม่ซึ่งยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจึงได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสโดยตรง (Direct Contact) และกลายเป็นพาหะในระยะถัดมา […]

9 Apr 2026
PDPA Icon

We use cookies to optimize and enhance the experience of using the website. You can learn more about the use of cookies at Cookie Policy and can choose to consent to the use of cookies. by clicking cookie settings

Privacy Preferences

You can choose cookie settings by on/off. Cookies of each type are available on request, except for Necessary Cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary Cookies
    Always Active

    These types of cookies are essential for the website's operation, i.e. cookies that enable the website to perform basic functions and to allow the website to function normally, such as navigating the website pages. or enable visitors/users of the website to log in and access parts of the website that are reserved for members only. The website will not function properly without these cookies being collected. Therefore, you cannot disable these types of cookies through the system of the Company's website. These cookies do not store information that can personally identify you in any way.

Save